ภาษาไทย
เข้าสู่ระบบ!! บทความ


สถิติของเวบไซต์
เปิดเวบเมื่อ 08/02/2550
ปรับปรุงเวบเมื่อ 16/06/2560
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 611


หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (611)
จตุคาม 2530-49 (Jatukarm 1987-2006)
จตุคาม/ขุนพันธ์ (Khun Pahn)
ปาฏิหารย์มั่งมีทรัพย์ (Patihan Mung Me Sub)
รวยไม่เลิก (Ruay Mai Lerk)
เสวยสุข (Sa Wei Suk)
วาสนามหาโชค (Wasana Maha Choke)
 เจ้าสัวยุค 8 (Jao Sua Yuk Pad)
มีวาสนา บารมีธรรม (Me Wasana)
สรงน้ำ50 พลังแผ่นดิน(Song Num 2007 Palang Pandin)
มงคลแผ่นดิน(Mongkol Pandin)
ทรัพย์เทวา (Sub Dhaewa)
โคตรรวย วัดโคกโพธิ์สถิต (Koat Ruay)
โคตรเศรษฐีมีกำไร(Koat Setti Me Kumrai)
โคตรมหาเศรษฐี 50 (Koat Setti 2007)
โคตรเศรษฐีปีมหามงคล(Koat Setti Pe Maha MongKol)
เงินทองเพิ่มพูน(Ngern Tong Perm Poon)
รวยเพิ่มพูน(Ruay Perm Poon)
รวยนิรันดร์(Ruay Niran)
รวยครอบจักรวาล(Ruay Krop Jakkawan)
เศรษฐีพันล้าน (Setti Pan Lan)
เก้าหน้า มหาโชค มหาเศรษฐี วัดอ้ายเขียว(Maha Choke)
พระธาตุนครศรีฯ(PraThat Nakohn Si)
บารมีร่มไทร (Bara Mee Rom Sai)
เจดีย์ราย 50(Jae Dee Rai 2007)Pra Maha That temple
จักรพรรดิมหาราช(Jakrapat Maha Rach)
บารมีเจดีย์มหาธาตุ
จตุคาม/วัดพระนคร (เงินไหลมา)



จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ





ยินดีต้อนรับสู่ เวปไซท์  พรจตุคาม    www.Jatukarm-Bless.com     บริการให้เช่าพระสาย  จตุคาม  รามเทพ   หลวงปู่ทวด  และ พระเกจิ

เน้นความจริงใจ รับประกันความแท้ มาตรฐานสากล เก๊! คืนเงินเต็ม โทร. ธำรง 084-053-0888 และ Email: JatukarmBless@yahoo.com 

       

        

บทความ
ประวัติ การสร้าง พระผงอุดมโชคปฐมอรหันต์สุวรรณภูมิ (อ่าน 11134/ตอบ 0)

ประวัติความเป็นมา
ตำนานเดิมและที่มาของพระบรมธาตุ
เนื่องจากเกิดสงครามแย่งชิงพระบรมธาตุระหว่างท้าวโกสีหราชผู้ครองเมืองทนบุรีกับท้าวอังกุศราชผู้ครองเมืองชนทบุรี ท้าวโกสีหราชเล็งเห็นว่าภัยจะเกิดเพราะมีกำลังน้อยกว่า จึงรับสั่งให้พระนางเหมชาราพระธิดากับพระโอรสทันตกุมารนำพระบรมธาตุหนีภัยสงครามลงเรือไปยังเมืองลังกา ขณะกำลังเดินทางผ่านเมืองช้างค่อมศิริธัมมาราช ( นครศรีธรรมราชปัจจุบัน) ได้เกิดอาถรรพณ์คลื่นลมปั่นป่วนด้วยอำนาจของครุฑและนาคที่มานมัสการพระบรมธาตุจนเป็นเหตุให้สำเภาแตกอับปางกลางทะเล เจ้าสองพี่น้องจึงนำพระบรมธาตุเสด็จขึ้นฝั่งและอธิษฐานฝังลง ณ กลางหาดทรายแก้วประมาณปี พ. ศ. 6 - 8 เริ่มสร้างเจดีย์ทรงศรีวิชัย ในราวปี พ. ศ. 272 พระโอรสสองพี่น้องของพระเจ้าตะวันอธิราช เจ้าผู้ครองกรุงสุวรรณภูมิ ( จังหวัดนครปฐม ราชบุรีและเพชรบุรีในปัจจุบัน) คือ เจ้าเดือนเด่นฟ้าและเจ้าดาวเด่นฟ้า ผู้จดจารึกกระเบื้องจาร จากคำพยากรณ์ของพระโสณะมหาเถระ ( หัวหน้าพระอรหันต์ที่มาเผยแพร่ศาสนาครั้งแรกในดินแดนสุวรรณภูมิ) ในคำโสณะพยากรณ์ได้กล่าวไว้ว่าสุวรรณภูมิจะถึงกาลอวสานในภายภาคหน้าและจะได้เมืองหลวงใหม่ชื่อว่าศรีวิชัยสุวรรณภูมิ ซึ่งต่อมาเมืองนั้นก็คือเมืองช้างค่อมศิริธัมมาราช และก็กลายเป็นเมืองนครศรีธรรมราชในปัจจุบันนั่นเอง จากคำพยากรณ์ทำให้เจ้าเดือนเด่นฟ้าและเจ้าดาวเด่นฟ้าเดินทางมายังเมืองช้างค่อมและได้สร้างบ้านเรือน ก่อตั้งกองทัพเรือและโรงเรียนนายเรือ โดยมีชาวชวากะชนพื้นเมืองเดิมเป็นกำลังช่วยเหลือจนได้มาค้นพบเนินดินอันเป็นที่ฝังพระบรมธาตุ จึงสร้างพระเจดีย์ทรงศรีวิชัยคร่อมเนินดินไว้ให้เป็นที่สักการะบูชาเป็นต้นมา

จากตำนานที่ได้ถูกค้นพบในกระเบื้องจาร ที่มีชาวบ้านขุดพบในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพชรบุรี และอีกหลายๆ จังหวัดในประเทศไทยได้มีการกล่าวถึงประวัติของเมืองศรีวิชัยสุวรรณภูมิ หรือเมืองช้างค่อมศิริธัมมาราชในอดีต ที่มาขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ ตำนานของต้นกำเนิดของพระสงค์ไทยซึ่งเป็นพระอรหันต์สมัยแรกของประเทศไทยและตำนานของพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวข้อง กับการบูรณะบรมธาตุเจดีย์ ในทุกๆ รอบ 700 ปี จนได้กลายมาเป็นตำนานแห่งอาถรรพณ์ลึกลับ เชื่อมโยงกาลเวลากับการบูรณะให้เป็นอัศจรรย์ปรากฏแก่ชาวพุทธ ซึ่งจะได้กล่าวดังต่อไปนี้

การบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์ ครั้งที่ 1 ( หลังจากสร้างมาได้ประมาณ 700 ปี)

ประมาณปี พ . ศ. 1026-1040 ในขณะนั้นกษัตริย์ผู้ปกครองสุวรรณภูมิ ( ดินแดนนับตั้งแต่จังหวัดนครปฐม ราชบุรี เรื่อยมาจนสุดแหลมมาลายู) คือพระเจ้าจันทรภานุ มีพระบารมีบุญญาธิการมาก ได้แผ่อำนาจขยายอาณาเขตออกไปถึงประเทศอินเดีย ไม่ยอมกลับมาสุวรรณภูมิเป็นเวลากว่า 20 ปีพระโอรสสองพี่น้องของพระเจ้าจันทรภานุ คือ ขุนอินทรไสเรนทร์และขุนอินทรเขาเขียวเห็นบ้านเมืองทรุดโทรมลง ขาดกษัตริย์ปกครอง จะตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์แทนบิดาก็ไม่ได้จึงร่วมกันย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่เมืองช้างค่อมศิริธัมมาราช เปลี่ยนใหม่ชื่อว่าศรีวิชัยสุวรรณภูมิ ในปี พ. ศ.1040 ตรงตามคำทำนายของพระโสณะมหาเถระในฐานะที่ท่านเป็นปฐมกษัตริย์ของเมืองศรีวิชัยสุวรรณภูมิได้สร้าง ขยายเมือง และซ่อมแซมบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์ที่เริ่มทรุดโทรมลงเป็นครั้งแรกร่วมกับชาวชวากะชนพื้นเมืองเดิมด้วย ด้วยคุณงามความดีของพระโอรสสองพี่น้องหลังจากที่ได้สิ้นพระชนม์ลง ประชาชนทั้งหลายจึงได้ยกย่องให้เป็นเสื้อเมือง และทรงเมือง มีฐานะเป็นเทวดาประจำเมือง และเรียกพระนามของท่านทั้งสองว่า “ ท้าวจัตุคาม” และ “ ท้าวรามเทพ” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

การบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์ ครั้งที่ 2 ( หลังจากบูรณะครั้งแรกประมาณ 700 ปีเศษ)

ประมาณปี พ. ศ. 1800 พระเจ้าศรีธรรมโศกราชได้ทำการบูรณะเป็นเจดีย์ทรงลังกา คร่อมองค์เดิมที่เป็นทรงศรีวิชัย ซึ่งชำรุดกองเป็นเนิน ( ตามตำนาน) โดยได้รับความร่วมมือจากกษัตริย์อีกหลายๆ เมืองที่อยู่ในความปกครองของกรุงศรีวิชัย โดยกษัตริย์จากเมืองต่างๆ ได้นำทรัพย์สินเป็นทองคำบ้างเป็นเครื่องใช้บ้าง ต่างๆ นานา นำมาถวายเป็นพุทธบูชา ทำให้การบูรณะครั้งนี้เสร็จเร็วมาก ในคราวนั้นมีผู้เดินทางมาจากทั่วทิศ มาถึงบ้าง มาไม่ถึงบ้าง บางกลุ่มก็มาทางเรือ บางกลุ่มก็มาทางบก บางกลุ่มก็มาตายระหว่างทางเพราะเกิดโรคระบาด มีอีกหลายกลุ่มที่มาถึงแต่ไม่ได้ร่วมบูรณะเพราะเจดีย์ได้สร้างเสร็จก่อน ก็ได้มาสร้างเจดีย์องค์ใหญ่เกือบเท่าพระบรมธาตุเจดีย์ที่ชาวนครศรีธรรมราชเรียกว่า เจดีย์ยักษ์ เพราะยักย้ายไปอยู่อีกฝั่งถนนขององค์พระบรมธาตุและสร้างวัดขึ้น ( ปัจจุบันคือวัดพระเงิน อยู่ข้างเทศบาลเมืองนครฯ) บางกลุ่มมาจากทางทิศเหนือเรือมาเกยตื้นที่ อ. ท่าศาลาได้สร้างวัดนางตรา ( วัดพระนังตรา) อีกกลุ่มมาสร้างวัดแจ้งแหยงที่ ต. กลาย ( สระแก้ว) กลุ่มที่มาทางทิศตะวันตกมาถึง ต. จันดี อ. ฉวาง เกิดโรคระบาดจึงเอาสมบัติกองบนพื้นดิน 3 กอง และเอาดินถม ( เดี๋ยวนี้เป็นวัด) กลุ่มที่มาทางทิศตะวันออกมาทางทะเลมาเกยตื้น จึงนำทรัพย์สินบรรจุในถ้ำที่เป็นเกาะเล็กๆที่เกาะนางยมโดย อ. ปากพนัง และยังมีอีกหลายๆ แห่ง บางแห่งมีแท่งทองคำ จารึกคำว่าพระธาตุที่แผ่นทองคำ รวมแล้วสมบัติทั้งหมดผู้ที่นำมามีเจตนาเป็นกุศลหวังได้ร่วมบูรณะพระบรมธาตุทั้งสิ้น นับเป็นการบูรณะครั้งยิ่งใหญ่มากและต้องมีบุญมากจริง ถึงได้ร่วมบูรณะ และอยู่เห็นการบูรณะเสร็จสมบูรณ์เพราะตายไปมากในระหว่างทางก็มี

การบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์ ครั้งที่ 3 ( หลังจากบูรณะครั้งที่ 2 ประมาณ 700 ปีเศษ)

นับตั้งแต่ พ. ศ. 2497 หน่วยงานราชการและพุทธบริษัท ได้ร่วมกันบูรณะองค์พระบรมธาตุเจดีย์ โบสถ์ วิหารและเสนาสนะต่างๆ ให้กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์เรื่อยๆ มาองค์พระบรมธาตุนครศรีธรรมราชเป็นพุทธสถานที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในดินแดนคาบสมุทรทะเลใต้ซึ่งคราวชำรุดทรุดโทรมลงตามกาลเวลาและได้รับการบูรณะมาตลอด แต่การบูรณะครั้งยิ่งใหญ่จริงๆ นั้นตามตำนานที่ปรากฏอยู่จะเกิดขึ้นในราวทุกๆ รอบ 700 ปี ต่อครั้งโดยประมาณ ซึ่งเป็นเสมือนอาถรรพณ์กำหนดลึกลับที่มีมาแต่โบราณกาล และมีน้อยคนนักที่ได้ล่วงรู้ในช่วงการบูรณะรอบที่ 3 วัดพระมหาธาตุนครศรีธรรมราช ได้รับการบูรณะเสร็จสิ้นไปแล้ว มีดังนี้

1. พ. ศ. 2497 บูรณะกำแพงและสร้างซุ้มประตูหน้า โดย พล. ต. ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช กับอาจารย์ชุม ไชยศรีร่วมกันจัดสร้างพระผงชุดยอดขุนพล พระผงท่าเรือ พระผงนางตรา พระผงขุนแผน พระรอด พระพระพวย และพระผงพุทธนิมิตร

2. พ. ศ. 2517 บูรณะและต่อเติมวิหารคดด้านทิศเหนือ โดยจังหวัดนครศรีธรรมราชร่วมกับ พล. ต. ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นเจ้าพิธีกรรม จัดสร้างพุทธสิหิงค์จำลอง ขนาด 12 นิ้ว 9 นิ้ว 5 นิ้ว พระกริ่ง และเหรียญ

3. พ. ศ. 2537 บูรณะพระวิหาร 4 วิหาร โดยกรมศิลปากร

4. พ. ศ. 2538 โดยกรมศิลปากร บูรณะปลียอดทองคำ และองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ให้กลับมาอยู่ในสภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดังเดิมและยังมีความประสงค์ที่จะได้บูรณะเจดีย์รายรอบๆ องค์พระบรมธาตุเจดีย์ที่เหลืออีกจำนวน 163 องค์เช่นกัน แต่หมดงบประมาณเสียก่อน

5. พ. ศ. 2545 บูรณะพระวิหารกัจจายนะ และพระวิหารพระเจ้าศรีธรรมโศกราช โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคร่วมกับ พล. ต. ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นเจ้าพิธีกรรมได้จัดสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลอง มีพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. ที่ผ้าทิพย์ขนาด 12 นิ้ว 5 นิ้ว พระกริ่ง พระชัยวัฒน์ และเหรียญ 2 ขนาดทำพิธีพุทธาพิเษกตั้งแต่ พ. ศ. 2537 โดยนำเงินมอบให้กรมศิลปากร เมื่อต้นปี พ. ศ.2545 แต่เนื่องจากงบประมาณของกรมศิลปากรและเงินที่ได้รับบริจาคของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้หมดลงก่อน ไม่เพียงพอที่จะได้นำไปบูรณะเจดีย์พระบรมธาตุที่เหลืออีก 163 องค์ให้เสร็จสมบูรณ์เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารนครศรีธรรมราช ร่วมกับ พล. ต. ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดชและพ่อค้าประชาชนได้ร่วมกันจัดสร้างวัตถุมงคลเพื่อหาทุนมาสมทบกับงบประมาณของกรมศิลปากรเพื่อบูรณะเจดีย์รายรอบๆ องค์พระบรมธาตุ ให้กลับมามีสภาพสมบูรณ์คงทนถาวรดังเดิม ในการนี้จึงได้จัดสร้างรูปบูชา รูปเหมือนลอยองค์ ท้าวจัตุคามและท้าวรามเทพ เหมือนรูปปูนปั้นที่นั่งอยู่สองฟากทางขึ้นพระบรมธาตุเจดีย์ซึ่งมีอยู่ในวัดพระมหาธาตุนครศรีธรรมราชมาตั้งแต่สมัยศรีวิชัย สาเหตุที่ได้สร้างรูปของท่านก็เพื่อเป็นการให้ประชาชนระลึกถึงท่านทั้งสอง ที่ได้มาบูรณะวัดพระบรมธาตุเป็นครั้งแรก เมื่อประมาณ พ. ศ. 1026-1040 เศษ หลังจากที่พระเจ้าเดือนเด่นฟ้าและพระเจ้าดาวเด่นฟ้าพระโอรสของพระเจ้าตะวันอธิราช กษัตริย์แห่งอาณาจักรสุวรรณภูมิ ได้มาสร้างเป็นเจดีย์ทรงมารวิชัยไว้ โดยนิมนต์พระมูนียะเถระมาช่วยด้วย และเปลี่ยนชื่อเมืองช้างค่อมเป็นชื่อเมืองว่า นครธัมราช เมื่อประมาณ พ. ศ. 270 เศษ

โดยในการจัดสร้างวัตถุมงคลครั้งนี้ ได้จัดสร้างพระผงและเหรียญชื่อว่า พระอุดมโชคปฐมอรหันต์สุวรรณภูมิ เพื่อถวายตอบแทนพระเกจิอาจารย์ที่มาร่วมทำพิธีให้กับวัดพระมหาธาตุนครศรีธรรมราช ในการบูรณะเจดีย์รายและถวายแก่วัดที่มอบมวลสารมาให้สร้างพระผงว่านอุดมโชค ๘ อรหันต์ สุวรรณภูมิ เนื่องจากไม่มีการถวายให้กับพระเกจิอาจารย์ที่มาร่วมพิธีและไม่ได้ถวายให้กับวัดที่ให้มวลสารมา จึงจัดสร้างพระผงว่านอุดมโชดปฐมอรหันต์สุวรรณภูมิขึ้นเป็นการถวายตอบแทนพระคุณ

ปัจจุบันนี้ พระผงว่านอุดมโชค ๘ อรหันต์สุวรรณภูมิได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทำให้พระที่จัดสร้างจำนวน 50,000 องค์ หมดไปจากวัดมหาธาตุวรมหาวิหารภายในเวลาไม่ถึง 6 เดือน และพระเกจิอาจารย์ที่ร่วมพิธีจัดสร้างพระผงว่านอุดมโชค ๘ อรหันต์สุวรรณภูมิ ได้ขอร้องให้ พล. ต. ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช จัดสร้างให้กับวัดของท่านบ้าง เพราะทุกวัดก็มีภาระที่จะต้องทำนุบำรุงเช่นเดียวกับวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร พล. ต. ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดชก็รับปากว่าจะจัดสร้างให้ แต่เนื่องจากมีอายุมากแล้ว และต้องให้ทุนทรัพย์มากมาย จึงปรารภให้กรรมการผู้ใหญ่ที่จัดสร้างพระผงว่านอุดมโชค ๘ อรหันต์สุวรรณภูมิ ( พระเจดีย์ราย) ในขณะนั้นช่วยรับภาระ จากวันนั้นถึงปัจจุบันนี้ คณะกรรมการมิได้นิ่งนอนใจเริ่มดำเนินการออกแบบใหม่ เพื่อมิให้ประชาชนหลงผิดว่าเป็นพระชุดเดียวกันกับพระผงว่านอุดมโชค ๘ อรหันต์สุวรรณภูมิ ส่วนมวลสารใช้มวลสารเดิมของพระผงว่านอุดมโชค ๘ อรหันต์ สุวรรณภูมิทั้งหมด หามาสมทบเพิ่มอีกเล็กน้อย ที่เกี่ยวข้องกับพระอรหันต์โดยตรง รวมทั้งค้นคว้าประวัติของพระอรหันต์ต้นปฐมของไทยและบรรดาขุนเมืองที่รับพระพุทธศาสนาพระองค์แรก บรรพชาพระองค์แรก ทอดกฐินพระองค์แรก จุลกฐินพระองค์แรก และบรรพบุรุษไทยที่ทำคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินทุกยุคในแผ่นดินสุวรรณภูมิที่ปรากฏในจารจารึก รายละเอียดปรากฏอยู่ในหนังสือคู่มือ ซึ่งจะออกมาพร้อมกับพระ ในการจัดสร้างวัตถุมงคลครั้งนี้ได้จัดสร้างพระผงและเหรียญ ชื่อว่า พระผงว่านอุดมโชคปฐมอรหันต์สุวรรณภูมิ โดยกำหนดรูปแบบและความหมายเพื่อเป็นการเคารพบูชาบรรพบุรุษทั้งฝ่ายบรรพชิตและฝ่ายฆราวาส ดังนี้

ด้านหน้า ประกอบด้วยรูปแบบและความหมาย

ตรงกลาง เป็นวงกลม 2 วงซ้อนกัน ตรงกลางมีอักขระขอม ( ยะ) วงกลมหมายถึง กระดุมล้อเกวียน ส่วนอักขระ ( ยะ) คือพระศรีอริยะเมตตรัย ที่จะมาจุติในพุทธันดรที่ 5
ส่วนซี่ล้อทั้ง 4 เป็นรูปพระพุทธนั่งสมาธิ มีอักขระอก องค์ละตัวคือ นะ มะ พะ ทะ เป็นธาตุประจำมนุษย์ ส่วนพระเศียรค้ำวงล้อเกวียน หมายถึง พระเป็นผู้ประกาศและยืนยันให้รู้ว่า สิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ตราบใดที่ยังไม่บรรลุธรรมชั้นสูงก็ยังเวียนว่านตายเกิดอยู่ในวัฏจักรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ระหว่างองค์พระทั้ง 4 มีเลข ๑ ด้านล่าง ด้านบนมีอักขระเขียนว่า กุกกุสนโธ คือพระพุทธเจ้าในพุทธันดรที่ ๑ ช่องที่ 2 มีเลข ๒ ด้านล่าง ด้านบนมีอักขระเขียนว่า โกนาคมโน คือพระพุทธเจ้าในพุทธันดรที่ ๒ ช่องที่ 3 มีเลข 3 ด้านล่าง ด้านบนมีอักขระเขียนว่า กัสโป คือพระพุทธเจ้าในพุทธันดรที่ 3 ช่องที่ 4 มีเลข ๔ ด้านล่าง ด้านบนมีอักขระเขียนว่า สักกายบุตรโต คือพระพุทธเจ้าในพุทธันดรที่ ๔ ล้อมรอบด้วยวงล้อเกวียน หมายถึง พระธรรมจักร
รอบวงล้อเกวียน มีอักขระ 13 ตัว เป้นพระคาถาป้องกันอันตราย ของอาจารย์ต้นสำนักเขาอ้อ
รอบอักขระ 13 ตัว มีอักขระล้อมรอบเป็นวงกลม คือพระคาถาเยธัมมาฯ มีอยู่ในแผ่นดินของไทยเมื่อ 2000 กว่าปีแล้ว เป็นคำตรัสสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องเหตุดังนี้ “ ธรรมทั้งหลายเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณมีปกติตรัสอย่างนี้ตรัสขึ้นแล้ว”
รอบพระคาถาเยธัมมาฯ มีรูปพระอรหันต์สาวก 10 รูป เป็นรูปแปลงธรรมสมาธินั่งบนธรรมมาส ครอบด้วยตัวพุทครอบซ้อนหรือในตำรานะพิศดารเรียกว่านะครอบจักรวาลหรือตัวสำเร็จ เป็นตัวนะที่ พล. ต. ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดชใช้ชักผง ซึ่งนะสำเร็จนี้ท่านเรียนมาจากพระอาจารย์หม่อมราชวงศ์ศรีทัศนาเรณูเป็นพระธุดงค์ ลูกศิษย์หลวงปู่โลกอุดร พระอาจารย์หม่อมบวชเมื่อรัชกาลที่ 3 และสอนท่านขุนพันฯ ที่จังหวัดสระบุรีสมัยยังเรียนหนังสือวัดเบญฯได้ใช้มาตลอด
รอบองค์พระสาวก เหนือตัวนะครอบจักรวาลเป็นชื่อกำกับพระสาวก ดังนี้
พระปุณณมหาเถระ อรหันต์ไทยองค์แรก ที่ไดไปรับเอหิภิกขุจากพระบรมศาสดา ณ กรุงสาวัตถี เมื่อวันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 7 พุทธพัสสา 19 ได้ชื่อว่าปุณณเถระ ศึกษาอยู่ 3 ปี จึงกลับมา สูนาปรันตพริบพรี ในพุทธสัสสา 21 ตรงกับ ศักราชปีโลที่ 1,166 ได้นำพระศาสนาเผยแพร่ที่สุวรรณภูมิ ต่อมาปีพุทธพัสสา 22 เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทูลเชิญเสด็จเมืองทองสุวรรณภูมิ ต่อมาได้เสด็จมาสุวรรณภูมิพร้อมด้วยพระสาวก 449 รูป ถึงสุวรรณภูมิเมื่อวันขึ้น 8 ค่ำเดือนอ้าย พุทธพัสสา 22
พระสัจจพันธะมหาเถร อรหันต์ไทยรูปที่ 2 ที่ได้รับเอหิภิกขุจากพระศาสดา เป็นแรกในประเทศไทย ที่เขาสัจพันคีรี จังหวัดสระบุรี และได้ทูลขอรอยตีนพุทธ ไว้ที่เขาสัจจพันคีรี ( พระพุทธบาทสระบุรี)
พระโสณมหาเถร พระอุตตรมหาเถร พระฌานียมหาเถร พระภูริยมหาเถร และอรหันต์ทั้ง 5 รูปนี้เป็นชุดสมณฑูตที่พระเจ้าอโศกมหาราช ส่งมาเผยแพร่พระศาสนาสายที่ 8 ถึงเมืองนครศรีธรรมราชและพักอยู่ระยะหนึ่ง จึงเดินทางต่อมายังสุวรรณภูมิถึงเมื่อ เดือนอ้าย ขึ้น 14 ค่ำ พ. ศ. 235 ปี ฉลู
พระญาณจรน มหาเถระ เดิมชื่อ ทองดี พระโสณเถระเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอุตตระเถระสวดญัตติจตุตถกรรมวาจา ต่อมาเป็นพระสังฆราชองค์แรกของสุวรรณภูมิ
พระกัจจายนะเถระ เดิมชื่อ ผิว เป็นพระสงฆ์ไทยที่ไปช่วยพระโสณะเผยแพร่ศาสนาในอินโดนีเซีย ( เมืองจอกตากอ) และอยู่ชวาช่วยขุนลสูสุวาเทียนสร้างวัดพุทธภูมิจนเสร็จ
พระธัมมสุนันทโธ เป็นโอรสของพระเจ้าโคกลว้า กับนางหวานชื่นใจ บวชเป็นสามเณรรูปแรกของไทย เมื่อขึ้น 2 ค่ำ เดือน4 พ. ศ. 236 สามารถท่องพระไตรปิฎกจบภายในระยะเวลา 8 เดือน ต่อมาเป็นสังฆราชองค์ที่ 2 ของไทย เมื่อ พ. ศ. 314
ด้านหลัง ประกอบด้วยรูปแบบและความหมาย

ตรงกลางมีวงกลม ภายในวงกลมมีชื่อทัพไทยทองเป็นตัวสือแบบที่จดจารลงบนกระเบื้อง หมายถึง พระเจ้าทัพไทยทอง เป็นกษัตริย์ ที่ครองสุวรรณภูมิเมื่อศักราชปีโล ๑๑๑๒ และเสด็จไปเวฬุวันเฝ้าพระพุทธเจ้า รับพระพุทธศาสนาเป้นศาสนาประจำชาติเปลี่ยนชื่อจากเมืองทองไทยว้าเป็นสุวรรณภูมิและสร้างวัดแรกในไทย ชื่อ วัดปุณณาราม
ภายในวงกลมรอบนอกที่ มีอักขระชื่อ ขุนสรวง ขุนนางสาว กลายร่างมาจากภัสสรมหาพรหม หลังจาหชิมง่วนดินแล้วเป็นต้นตระกูลไทยมีลูกหลานสืบมา อักขระชื่อ ขุนไทยแก้ว ขุนหญิงแก้วขวัญฟ้า เป็นชื่อของผู้มีหน้าที่ เป็นจ้าวทะเล และแม่ย่านางเรือ ดูแลคนไทยในทะเลมาตั้งแต่ปลายยุคพุทธันดรที่ 2 น้ำท่วมโลก ( เป็นเรื่อง ตามตำนานของไทย ที่เชื่อถือกันมาในอดีต) อักขระชื่อ ขุนอินเขาเขียว ขุนหญิงกวักทองมา เป็นชื่อของต้นครูไทย มีลูกชาย 13 คน ครองเมือง 1 คน อีก 12 คนมีชื่อตามนามปี มีลูกหญิง 7 คน มีชื่อตามนามวัน บรรดาลูกชายหญิงของท่านทั้ง 2 ต่างก็คิดวิธีทำมาหากินเพื่อดำรงชีพจนกลายเป็นต้นตระกูลไทยในสายวิชาต่างๆ สืบมา
ภายในวงกลมรอบนอกที่ 3 เป็นรูป 12 นักษัตร นามปี คือลูกชาย 12 คน ของขุนอินเขาเขียว และขุนหญิงกวักทองมา และเป็นดวงตราประจำจังหวัดนครศรีธรรมราชปัจจุบัน
รอบวงกลมที่ 3 เป็นเปลวเพลิง และรัศมีสั้นยาวสลับกัน เป็นเครื่องหมายแทนองค์พระเจ้าตะวันอธิราช กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของสุวรรณภูมิ ที่ทำนุบำรุงพระศาสนาจนตั้งมั่นยืนยาวถึงปัจจุบัน
รอบรัศมีดวงอาทิตย์ มีอักขระ 8 ตัว เป็นหัวใจพาหุงทั้ง 8 บท เป็นบทสวดบวงสรวงสมโภชน์อนุโมทนา เพื่อ ให้เทวดาบนสรวงสวรรค์เพื่อประกาศถึงความสำเร็จ
ระหว่างรัศมีพระดวงอาทิตย์ มีวงกลมล้อมรอบดวงอาทิตย์ 8 ดวง แทนองค์เจ้าเด่นฟ้าและ เดือนเด่นฟ้า โอรส 2 พี่น้องของพระเจ้าตะวันอธิราช เปรียบเสมือนดาวนพเคราะห์ที่หมุนรอบตัวเองและรอบดวงอาทิตย์ตามระบบสุริยะจักรวาล และเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต ที่เวียนว่ายตายเกิดไม่มีที่สิ้นสุด รยะเวลาแห่งกาลเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปเพื่อให้ทุกชีวิตที่เกิดได้มีโอกาสสร้างความดีและความชั่ว ตามทสันดานของแต่ละบุคคล
ภายในวงกลมทั้ง 8 ดวง เป็นหัวใจอริยสัจ 4 ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องประสบทุกคน และมีอักขระอีก 4 ตัว เป็นธาตุทั้ง 4 ของมนุษย์ ที่อาศัยดำรงค์ชีวิต ดาวนพเคราะห์ในระบบสุริยะจักรวาล เพราะมนุษย์ต้องเวียนว่ายตายเกิดตามวัฏจักรตราบใดที่ยังไม่บรรลุธรรม
ระหว่างดวงดาวทั้ง 8 เป็นที่ว่างเปรียบเสมือนท้องฟ้าอันเป็นสิ่งสถิตย์ของดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ชื่อของบรรดาขุนชาย ขุนหญิงที่มีพระคุณต่อแผ่นดินและลูกหลานไทย ตามรายชื่อและประวัติดังนี้ จากซ้ายมือปีชวดตามเข็มนาฬิกา
ขุนลือต้นไทยทอง ขุนหญิงโพสพ ครองสุวรรณภูมิเมื่อศักราชปีอินที่ 1402 ในสมัยของท่านทั้ง 2 ได้พิธีทำขวัญข้าว บวงสรวงเกี่ยวกับพืช และคิคค้นการเพาะปลูก การทำนาปลูกข้าวให้เป็นระบบ และการเก็บเข้ายุ้งฉาง เมื่อตายไปพระมเหษี คนนับถือเป็นเจ้าแม่โพสพ
ขุนเสือไทยและขุนขอมฟ้าไทย ครองสุวรรณภูมิเมื่อศักราชปีอินที่ 1215 ทั้ง 2 ช่วยกันคิด ลายสือไทย และลายสือขอม เป็นครั้งแรก ส่วนขุนหญิงไทยงามเป็นมเหสีของขุนสือไทย คิดการทอผ้าดอก ผ้ายก เช่นลายสือ ลายนกคู่ มีมาในแผ่นดินไทยนับพันปี เป็นต้นครูทอผ้า
พระเจ้าโลกลว้า พระนางก้านตาเทวี ครองสุวรรณภูมิเมื่อศักราชปีโลที่ 1410 ตรงกับ พ. ศ. 220 ( พระบิดาของพระเจ้าตะวันอธิราช) เป็นผู้รับสมณฑูตทั้ง 5 รูป ที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งมาเผยแพร่ศาสนาหลังจากสังคายนาแล้วเป็นกษัตริย์ไทยที่ให้มีพิธีกฐิน ถวายกฐินเป็นองค์แรก และพิธีจุลกฐินก็มีขึ้นในสมัยของท่านเป็นครั้งแรกกลายเป็นประเพณีสืบมา และในสมัยของท่านมีการส่งพระภิกษุสงฆ์ของไทยไปศึกษาที่ประเทศอินเดีย 11 รูป สามเณร 3 รูป
พระเจ้าตะวันอธิราช พระนางสิริงามเทวี ครองสุวรรณภูมิเมื่อ พ . ศ. 245 ในสมัยของท่านนอกจากการเสริมสร้างโรงงเรียนและกองทัพ บ้านเมือง แล้ว ยังส่งเสริมให้พระสงฆ์เรียนการสวด “ สาธยายพระไตรปิฎก” เรียนสวดสังโยค มีการปั้น ให้ปั้นพระพุทธรูปตั้งเป็นพระประธาน ณ ศาลา นำวิธีการกราบพระตั้งนะโม การสวด คณะสัชฌายสังคีตอ สังคีตีสาธยายเป็นคณะจัดให้มีการไหว้พระสวดมนต์ เจริญพระพุทธมนต์ และในพิธีการต่างๆ เช่นการถวายพรพระอนุโมทนา วิธี โกนจุก ทำบุญอายุ พิธีการศพ เช่น สวดอภิธัมม ๗ พระคัมภีร์ และสวดหน้าไฟ โดยมรพระโสณมหาเถระ เป็นผู้นำฝึกสอน และพระเจ้าตะวันอธิราชเป็นผู้วางระเบียบให้เป็นประเพณีไทย จึงสืบทอดมาถึงปัจจุบัน
พระเจ้าเดือนเด่นฟ้าอธิราช ครองสุวรรณภูมิเมื่อปี พ . ศ. 305 พระโอรสของพระเจ้าตะวันอธิราช ทั้งเดือนเด่นฟ้าและดาวเด่นฟ้า ได้ช่วยกันวางรากฐานทางศาสนา ดูแลพระสมณฑูต ตลอดเวลา ช่วยในการขดจารจารึกเรื่องราวคำสอน พิธีการ และเรื่องของบ้านเมือง ท่านทั้งสองได้สร้างวัดหลายวัด เช่น
สร้างวัดพระธาตุเจดีย์ที่เมืองช้างค่อม แล้วให้ชื่อว่า นครธัมมราช นิมนต์พระมูนียะไปอยู่ช่วย
สร้างวัดพระธาตุ และวัดดงสัก ที่เมืองนองทอง ( กาญจนบุรี) นิมนต์พระอุตตรไปอยู่ช่วย
สร้างวัดพระธาตุ ที่เมืองเถือมทอง ( นครปฐม) นิมนต์พระภูริยะไปอยู่ช่วย
สร้างวัดพระธาตุ เมืองอู่ทองและวัดป่าเรไร ( สุพรรณบุรี) นิมนต์พระอุตตรไปอยู่ช่วย
นำศาสนาไปเขมร สร้างวัดพระธาตุ นิมนต์พระภูริยะไปอยู่ช่วย เมื่อวันขึ้น 11 ค่ำ เดือน 6 พ. ศ. 282 สำหรับนครศรีธรรมราชนั้นนอกจากสร้างวัดพระธาตุแล้วยังสร้างโรงเรียนนายเรือและตั้งกองทัพเรือใหญ่เพื่อสะดวกในการดูแลอาณาประเทศทางทะเลใต้ได้ทั่วถึง
ขุนจันทรภานุ ครองสุวรรณภูมิ พ . ศ. 1000 เมื่อถึง พ. ศ. 1018 มอบเมืองให้อนุชาชื่อขุนหาญบุญไทยอยู่รักษาเมืองแล้วยกทัพไปชมพูทวีป ( อินเดีย) ถึง พ. ศ.1020 ไปเป็นมหาราชในอินเดีย หลังจากนั้นเพียง 2-3 ปี ขุนอินไสเรนทร ลูกขุนจันทภานุคงจะนึกไปถึงคำโสนทำนายชะตาบ้านเมืองของสุวรรณภูมิจึงมีความเห็นว่าควรย้ายเมืองและผู้คนไปเมืองธัมมราช ( นครศรีธรรมราช) เพราะชอบดินฟ้าอากาศ ขุนหาญบุญไชยผู้เป็นอาคัดค้าน ให้รอขุนจันทรภานุ กลับมาก่อน ขุนอินทรไสเรนทรไม่ฟังคำ จึงพาผู้คน 2,000 ไปสร้างเมืองใหม่ที่เมืองธัมมราชเมื่อ พ. ศ. 1023 และให้ชื่อว่า ศิริธัมมราชหรือศรีวิชัยสุวรรณภูมิ ครั้น พ. ศ. 1026 สร้างเมืองเสร็จกลับอพยพเอาแม่และน้องขุนอินเขาเขียวพร้อมพลเมืองอีก 15,000 คน ไปอยู่ศรีวิชัยสุวรรณภูมิ เมื่อขุนจันทรภานุกลับมาก็ลงมาอยู่ที่ศิริธัมมราชด้วย สุวรรณภูมิหมดกษัตริย์ หลังจากนั้นขุนจันทรภานุกลับไปเยี่ยมสุวรรณภูมิขุนหญิงสีมาทองมเหสีอีกครั้งเมื่อวันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 ปี พ. ศ.1027 จากข้อความในกระเบื้องจารจารึกขุดได้ที่ตำบลท่าเรือ จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่าในสมัยในปี พ. ศ. 1410 ขุนสีไสเรนทรครองศรีวิชัยสุวรรณภูมิแสดงว่าเมื่อ พ. ศ. 1410 นครศรีธรรมราชยังใช้ชื่อ ศรีวิชัยสุวรรณภูมิ
ขุนหาญบุญไชย ครองสุวรรณภูมิ พ . ศ. 1030 – 1035 สร้างเมืองใหม่ย้ายมาจากสุวรรณภูมิเดิมมาตั้งที่หน้าเขางู และสร้างวัดสี่มุมเมืองบรรจุพระธาตุ ทิศตะวันออกสร้างวัดพระศรีรัตนมธาตุ ทิศเหนือสร้างพระธรรมเจดีย์ ทิศใต้สร้างวัดพระพุทธเจดีย์ ทิศตะวันตกสร้างวัดอรัญญิกาวาส วัดนี้มีเจดีย์หินแกรนิตบนเจดีย์สลักหินรูปพยาราหูอมจันรอบ สร้างเสร็จ พ. ศ. 1035
ดังนั้นพุทธบริษัททั้งหลาย หากได้มีวัตถุอาถรรพณ์อันเป็นมงคลนี้ชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็ได้โปรดอาราธนา อธิฐานเอาตามใจปรารถนาได้จากชื่อของครูอาจารย์ในแต่ละสาขาวิชาการ ดังปรากฏอยู่ในวัตถุมงคลนี้ เพื่อท่านจะได้หมดทุกข์ โศก โรคภัย ที่ท่านประสพอยู่ และขอให้ท่านจงประสบแต่ความสุขความเจริญทั่วหน้าทุกท่านเทอญ

พร้อมนี้คณะกรรมการได้ดำเนินการโดยใช้มวลสารเดิมที่เหลือจากพระผงว่านอุดมโชค ๘ อรหันต์ ( ชุดเจดีย์ราย) และมวลสารที่เกี่ยวข้องกับพระอรหันต์และขุนเมืองเมื่อครั้งสุวรรณภูมิในอดีต ดังนี้

ด้านหลัง ปล . ขอให้พุทธบริษัท บริจาคโดยใช้สติ อย่าบริจาคโดยคิดว่าราคาไม่แพงหรือคิดว่าต่อไปอนาคตจะดี ความสิริมงคลจะเกิดผลได้อย่างเต็มที่นั้น อยู่ที่การปฏิบัติของท่านเองด้วย

หลังจากสุวรรณภูมิเสื่อมอำนาจ เกิดเมืองใหม่ขึ้นอีก 3 เมือง เป็น 3 ก๊กไทย
พ . ศ. 1023 – 26 ศรีวิชัยธัมมราช ( นครศรีธรรมราช) ขุนอินไสเรนทรสร้าง
พ . ศ. 1030 –35 ราชพลี ( สุวัณณภูมิ) ขุนหาญบุญไชยสร้าง
พ.ศ. 1113-1122 ไทยทวาลาว (เถือมทองนครปฐม) ขุนฟ้าเมืองไทยสร้าง
ต่อมาทั้ง 3 เมืองได้มีการรบกันหลายครั้งในชั้นหลังและเมื่อ พ. ศ. 1720 ขุนศรีเฉลิมฟ้า ครองไทยทวาลาว ไม่ยอมเสียค่าขวัญเมืองขุนราชพลี ปีละ 1000 ตำลึง จึงเกิดรบกัน ขุนศรีเฉลิมฟ้าปราชัยและสิ้นชีพ
พ . ศ. 1720 –1 ขุนศรีนาวนำถม ครองไทยทวาลาวต่อจากขุนศรีเฉลิมฟ้าเกรงอิทธิพลและการทวงค่าขวัญเมืองของขุนราชพลีจึงอพยพไปทางเหนือถึงถิ่นแดนสระหลวง ริมแม่น้ำสมพาย ( แม่น้ำสำพัน) ตั้งเมืองใหม่ชื่อว่าสุโขทัย

เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่พุทธบริษัททั้งหลายที่ได้ร่วมบริจาคทรัพย์ในการจัดสร้างพระผงว่านอุดมโชคปฐมอรหันต์ สุวรรณภูมิ เพื่อนำถวายแแก่พระเกจิอาจารย์จากวัดต่างๆ 20 กว่าวัด จึงได้กำหนดพิธีกรรมตามลัทธินิยมของเมืองศรีวิชัยสุวรรณภูมิ 12 นักษัตร เป็น 4 พิธี 4 วันดังนี้

วันที่ 10 พ. ย. 47 เวลา 06.16 น. ที่เขางูราชบุรี ( เทวาภิเษก ปลุกเสก)
วันที่ 12 พ. ย. 47 เวลา 18.30 น. วิหารสูงมหาอุด นครศรีธรรมราช ( บวงสรวง ปลุกเสก)
วันที่ 17 พ. ย. 47 เวลา 18.30 น. กลางทะเลปากอ่าว อ. ปากพนัง นครศรีธรรมราช ( บวงสรวง ปลุกเสก)
วันที่ 10 ธ. ค. 47 เวลา 15.31 น. จุดเทียนชัย วิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช
มวลสารที่เป็นเนื้อผงว่าน มีมวลสารผสมต่างๆ คือ

ผผงปูนจากองค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ได้เก็บรวบรวมไว้ตั้งแต่บูรณะ พ . ศ. 2538
ผงและคราบปูนจากองค์จริงของท้าวจัตตุคาม ท้าวรามเทพเมื่อบูรณะปิดทองใหม่ พ . ศ. 2544
ผงพระจาก กรุท่าเรือ สถานที่ซึ่งพระอรหันต์ พระโสณะเถร พระอุตระเถร พระฌาณียะเถร พระภูริยะเถร พระมูณียะเถร มาขึ้นเรือและเหยียบแผ่นดินสุวรรณภูมิเป็นครั้งแรก และพักแรมสร้างเป็นวัดโดยมีเจ้าเดือนเด่นฟ้า และดาวเด่นฟ้า มาต้อนรับด้วยพระองค์เอง
ผงพระจาก กรุนางตรา อ. ท่าศาลา นครศรีธรรมราช
ผงพระจาก กรุนาสน อ . เมือง นครศรีธรรมราช
ผงพระจาก ชุดยอดขุนพล พ . ศ. 2497
ผงพระจาก ชุดพระภูทราวดี พ . ศ. 2505
ผงพระจาก พระมหาว่าน เขาอ้อ พ . ศ. 2485 ( อินโดจีน)
ผงว่าน ซึ่งทำพิธีขุดและลงอักขระโดย พล . ต. ต. ขุนพันธรักษืราชเดชเก็บรักษาไว้
ผงสำเร็จที่ชักโดยพระเกจิอาจารย์เก่าที่ พล . ต. ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช เก็บรักษาไว้
ผงพระดินเดิมจากถ้ำนาสาร จ . สุราษฏร์ธานี
ผงพระจากกรุกำแพงเพชร กรุ สุพรรณบุรี และกรุอื่นๆ ทางภาคกลาง ภาคเหนือ หลายจังหวัด ที่ พล . ต. ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช ไปรับราชการ
ผงอิฐและดินจากเจดีย์วัดปุณณารามที่ตำบลคูบัวจังหวัดราชบุรี เป็นวัดแรกของสุวรรณภูมิที่ปุณณะเถรจำพรรษา และเจ้าทับไทยทองสร้างก่อนมีพุทธศักราช 21 ปี
ดินแดนที่เขาสัจจะพันธ์คีรี พระพุทธบาทจังหวัดสระบุรี ที่จำพรรษาของพระสัจจะพันธะเถร ผู้ขอให้พระพุทธเจ้าเหยียบรอบพระพุทธบาทไว้
ดิน น้ำ ผงระฆังหิน จากวัดพริบพลี จ . เพชรบุรี เดิมเป็นบ้านเกิดของพระปุณณะเถระ พระนางสิริงามตัวเทวี มเหสีของพระเจ้าตะวันอธิราช สร้างถวายเป็นที่ระลึกแก่พระปุณณะเถร ในฐาระที่ท่นเป็นลูกหลานเชื้อสายของพระปุณณะ และเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้แก่พระปุณณะเถรผู้นำพระพุทธศาสนามาในสุวรรณภูมิเป็นครั้งแรก
คราบและผงทองจากองค์พระพุทธฉายที่เขางู จ . ราชบุรีพระที่พระปุณณะเถรแกะสลักเป็นพระพุทธเจ้าองค์แรกของไทย
คราบและผงพระนอนในถ้ำเขางู จ . ราชบุรี เป็นสถานที่ซึ่งพระเจ้าทับไทยทองบรรพชา และจำพรรษาจนอายุ 119 ปี
ผงและคราบตะไคร่เจดีย์พัทสีมา ระฆังหินและเจดีย์ที่สลักหินเป็นรูป ราหูอมจันทร์ สร้างโดยขุนหาญบุญไทย ผู้เป็นอาของท้าวจัตตุคาม ท้าวรามเทพ
ผงและคราบตะไคร่เจดีย์บรรจุอัฐิของพระญาระจรณะ และพระธัมมสุนันโธ จากวัดศรีพุทธษรามที่พระเจ้าเดือนเด่นฟ้า เป็นผู้สร้างเมื่อประมาณ พ . ศ. 300
ตะไคร่เจดีย์และโบสถ์เมียหลวง เมียน้อยที่พระเจ้าเดือนเด่นฟ้าสร้างเมื่อครองสุวรรณภูมิ อยู่ที่เขาบันไดอิฐ จ . เพชรบุรี
ดิน อิฐ และตะไคร่ จากวัดศรีสุวรรณภูมิแดนไทย ( วัดโขง) สร้างโดยพระเจ้าตะวันอธิราช พระนางสิริงามตัวเทวี ร่วมกับคนไทย สร้างเมื่อประมาณ พ. ศ. 200 เศษ บรรจุอัฐิ พระโสณะเถร พระอุตระเถร พระฌาณียะเถร พระภูมิยะเถร พระมูณียะเถร
ผงจากไม้ตะเคียนต้นที่นำมาแกะสลักเสาเมืองนครศรีธรรมราช
ผงโลหะปล่องไฉนยอดพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช เป็นโลหะผสมซึ่งนำมาจากเมืองต่างๆ โดยพระมหากษัตริย์ ของแต่ละเมืองนำมาหลอมรวมกันเพื่อสร้างพระบรมธาตุ
ผงจากไม้ที่สบาย คือ ไม้กาฝากกว่าร้อยแปดชนิด โดยมีไม้ที่เป็นประเภทส้ม 2 ชนิด คือ กระท้อน และมะขาม
ผงไม้กระบก ที่คนสมัยโบราณนำยางมาผสมกับผงดินทำเป็นกระเบื้องจารเรื่องราวของสุวรรณภูมิ และศรีวิชัย
ผงไม้ที่เป็นยาสมุนไพรหลายชนิดที่เป็นยาแก้ ยากัน
ผงเม็ดบัวและลูกกระจับ ผลไม้ที่ขุนดินนำมาป้อนให้ขุนหญิงกวักทองมากิน และเกิดความรักกัน ได้ลูกแล้วตั้งชื่อเป็นนามปี และนามวัน ครบทั้ง 20 คน
ผงจากใบบัวหลวง 8 ใบ เพื่อระลึกถึงการปกป้องเมื่อครั้งขุนอิน นำใบบัวมาปิดของสงวนทั้งบน และล่างให้ขุนหญิงกวักทองมาขณะขึ้นจากน้ำ
ผงจากใบตอง เพื่อระลึกถึงเครื่องนุ่งห่มของขุนชวด และใช้เป็นภาชนะห่ออาหารทำบายศรีไหว้ครู
ผงดอกไม้ที่ใช้สมโภชพิธีพุทธาภิเษก และปลุกเสกหลายพิธี
ดอกไม้มงคลที่ใช้ใส่อ่างน้ำมนต์ในพิธีพุทธาภิเษก และปลุกเสกหลายสิบพิธี
ดอกไม้ที่ใช้บูชาพระประธานจากหลายวัดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในสุวรรณภูมิ และศรีวิชัย
ผงแผ่นทองคำปิดพระประธานจากวัดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในสุวรรณภูมิ และศรีวิชัย
ผงทองคำปิดเสาหลักเมืองนครศรีธรรมราช
ผงจากไม้มงคลกว่า 150 ชนิด
ใบพลู ร่วมใจ
ดิน 7 ท่า
ดิน 7 โป่ง
ดิน 7 ปราบ
ยอดรัก
ยอดสวาส
น้ำมนต์จากพิธีต่างๆ ผสมกับน้ำฝนกลางแจ้งเพ็ญวันจันทร์ ( วันเพ็ญเดือน 12 ตรงกับวันจันทร์
ผงจากไม้ค้ำฟ้ากายสิทธ์
ผงจากพัทสีมาที่เจดีย์บรรจุกระดูกของพระปุณณะ เป็นพัทสีมาชุดแรกของประเทศไทย อายุกว่า 2000 ปี
มวลสารที่เป็นโลหะ

โลหะจากยอดพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชได้มาเมื่อบูรณะปลียอดทองคำ พ . ศ. 2538 เป็นแร่ธาตุจากหลายเมือง กษัตริย์ของแต่ละเมืองนำมาผสมหลอมเป็นปล่องไฉนสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ร่วมกับพระเจ้าศรีธรรมโศกราชและมีการรื้อลงมาเนื่องจากเกิดรอยชำรุดด้วยความเก่าแก่ของโลหะ ตั้งแต่การสร้างเป็นทรงลังกาเมื่อราวปี พ. ศ. 1700 – 1800 จนปัจจุบันประมาณ 7000 ปี เศษ ในปี พ. ศ. 2538 กรมศิลปากรจึงคัดเลือกส่วนที่ชำรุดออก และซ่อมแซมปลียอดทองคำจนเสร็จสมบูรณ์ ส่วนโลหะที่ชำรุบางส่วนได้นำมาผสมกับโลหะจากพระเก่าๆ ที่ชำรุด และชนวนพระจากการหล่อพระอีกหลายๆ พิธี ที่ พล. ต. ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช เก็บรักษาไว้มาผสมเพื่อจัดสร้างวัตถุมงคลในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ร่วมบริจาคในการจัดสร้างพระเพื่อถวายแด่วัดที่ทำคุณประโยชน์แก่วัดมหาวรมหาธาตุวรมหาวิหารนครศรีธรรมราช

 


สินค้า/บริการ แนะนํา...
จตุคาม รุ่นมือปราบสิบทิศ เนื้อทองแดง
ราคา 700.00 บ.
พระอุดมโชค รุ่น การไฟฟ้า บูรณะวัดบางปู เหรียญทองแดง
ราคา 700.00 บ.
จตุคามรามเทพ รุ่นปฐมกษัตริย์ ลอยองค์เนื้อสัตตโลหะ
ราคา 1,200.00 บ.
จตุคาม รุ่นปฐมกษัตริย์ พิมพ์เม็ดกระดุม เนื้อ ไม้ ดำ แดง ขาว
ราคา 1,200.00 บ.
จตุคาม รุ่นปฐมกษัตริย์ พิมพ์เม็ดกระดุม เคลือบเขียว+ฟ้า
ราคา 1,500.00 บ.
พระผงอุดมโชค จตุคาม รามเทพ รุ่น การไฟฟ้า (บูรณะวัดบางปู) เนื้อว่านดำ
ราคา 700.00 บ.
พระผงอุดมโชค จตุคาม รามเทพ รุ่น การไฟฟ้า ( บูรณะวัดบางปู) เนื้อว่านขาว
ราคา 700.00 บ.
พระผงอุดมโชค จตุคาม รามเทพ รุ่น การไฟฟ้า บูรณะวัดบางปู เนื้อว่านแดง
ราคา 700.00 บ.
 


พรจตุคามbanner



© 2001-2010. TARAD.com. All Rights Reserved.